top of page
Search

แปลเอกสารยื่นวีซ่าออสเตรเลีย: "แปลย่อ" หรือ "แปลเต็ม" เลือกแบบไหนให้วีซ่าผ่านฉลุย?

สวัสดีค่ะ เกดเองนะคะ วันนี้เกดจะมาไขข้อข้องใจเรื่องงานแปลที่ลูกค้าถามกันเข้ามาเยอะมากที่สุดเรื่องหนึ่ง นั่นคือ "การแปลแบบย่อ (Extract Translation) กับ การแปลแบบเต็ม (Full Translation) ต่างกันอย่างไร และควรเลือกใช้แบบไหน?"

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของราคาหรือความสวยงาม แต่ส่งผลโดยตรงต่อการ "อนุมัติ" หรือ "ปฏิเสธ" วีซ่าของคุณ ดังนั้นเกดจะสรุปให้ฟังแบบเจาะลึก ตรงประเด็น และเข้าใจง่าย ๆ ตามหลักการทำงานจริงของอิมมิเกรชั่นและสถานทูตค่ะ


1. กรณีผู้สมัครอยู่ในออสเตรเลีย (Onshore)

หากตัวผู้สมัครพำนักอยู่ในประเทศออสเตรเลียอยู่แล้ว คุณ สามารถใช้การแปลแบบย่อ (Extract Translation) ได้ในกรณีส่วนใหญ่ค่ะ

  • เหตุผล: ระบบของหน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง (Department of Home Affairs) ในออสเตรเลียเป็นผู้ริเริ่มรูปแบบการแปลแบบย่อนี้ขึ้นมา เพื่อเน้นดูเฉพาะข้อมูลสำคัญ (Key Information) ที่เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องตรวจสอบ เช่น ชื่อ-นามสกุล, วันเกิด, สถานที่เกิด, วันที่ออกเอกสาร และชื่อนายทะเบียนผู้มีอำนาจ

  • ข้อยกเว้น: กรณีการยื่นวีซ่าติดตามบุตร (Child Visa) หรือวีซ่าบางประเภทที่เกี่ยวข้องกับเด็กและสิทธิ์การปกครอง เกดแนะนำให้แปลแบบเต็มเพื่อความครอบคลุมและป้องกันปัญหาทางกฎหมายค่ะ


2. กรณีผู้สมัครอยู่นอกออสเตรเลีย (Offshore)

หากคุณยื่นใบสมัครจากประเทศไทยหรือประเทศอื่น ๆ เกดขอแนะนำอย่างจริงจังว่า จำเป็นต้องใช้การแปลแบบเต็ม (Full Translation) เท่านั้นค่ะ

  • เหตุผล: เจ้าหน้าที่ประจำสถานทูตออสเตรเลียในประเทศไทย (หรือประเทศต้นทาง) มักต้องการตรวจสอบข้อมูล "ทุกส่วน" ของเอกสารต้นฉบับเพื่อให้แน่ใจในความถูกต้องและบริบททั้งหมด รูปแบบการแปลย่ออาจยังไม่เป็นที่แพร่หลายหรือได้รับการยอมรับ 100% ในระดับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น

  • ข้อเท็จจริง: ทางเราเคยพยายามติดต่อสอบถามเพื่อขอคำยืนยันจากสถานทูตเรื่องการยอมรับแบบแปลย่อ แต่ยังไม่ได้รับการตอบกลับที่เป็นลายลักษณ์อักษร ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของลูกค้า "การแปลเต็ม" คือคำตอบเดียวสำหรับการยื่น Offshore ค่ะ


3. ความเสี่ยง หากไม่แปลเอกสาร

มีเรื่องหนึ่งที่เกดต้องเตือนกันตรง ๆ แบบไม่โลกสวย เพราะเห็นเคสที่น่าเสียดายมาเยอะค่ะ

หากคุณส่งเอกสารประกอบการสมัครวีซ่าที่เป็นภาษาไทย (หรือภาษาอื่นที่ไม่ใช่อังกฤษ) โดย ไม่แนบฉบับแปล ไปด้วย:

  • กรณี Offshore (ยื่นจากไทย): มีโอกาสสูงมากที่วีซ่าจะถูก "ปฏิเสธทันที (Refusal)" โดยไม่มีการขอเอกสารเพิ่ม แม้จะมีบางคนที่โชคดีผ่านมาได้ แต่ก็มีลูกค้าจำนวนมากที่ถูกปฏิเสธด้วยเหตุผลเพียงแค่ "เอกสารไม่เป็นภาษาอังกฤษ" ซึ่งเป็นการเสียประวัติและเสียเงินเปล่า

  • กรณี Onshore (ยื่นในออสเตรเลีย): ระบบอาจจะยืดหยุ่นกว่าเล็กน้อย โดยหากเอกสารไม่ครบ เจ้าหน้าที่อาจให้เวลา 21 วัน (S56 Request) เพื่อส่งเอกสารแปลเพิ่มเติม แต่ก็ทำให้กระบวนการพิจารณาล่าช้าออกไปโดยใช่เหตุ


สรุปคำแนะนำจากมืออาชีพ

การเตรียมเอกสารวีซ่ามีความซับซ้อน แต่การเลือกรูปแบบงานแปลไม่ควรเป็นเรื่องที่คุณต้องมานั่งเดาค่ะ

  • ยื่นที่ออสเตรเลีย: แปลย่อได้ (ประหยัดกว่า กระชับกว่า)

  • ยื่นที่ไทย: แปลเต็มเท่านั้น (ปลอดภัยที่สุด)

ก่อนกดส่งเอกสาร ตรวจสอบให้แน่ใจเสมอว่าเอกสารแปลครบถ้วน ถูกต้อง และตรงตามรูปแบบที่วีซ่าประเภทนั้น ๆ ต้องการ หากใครไม่อยากเสี่ยงเรื่องเอกสาร ร้านแปลของเกดให้บริการแปลโดยนักแปลที่ได้รับการรับรองจาก NAATI โดยตรง งานแปลถูกต้องตามมาตรฐานออสเตรเลีย 100% การันตีนำไปใช้ยื่นได้จริงค่ะ

สนใจแปลเอกสารยื่นวีซ่า ทักหาเกดได้เลยค่ะ เราทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายและถูกต้องเพื่อคุณ Line ID: @darathai


Tags: #เกร็ดน่ารู้คู่นักแปล #แปลเอกสาร #วีซ่าออสเตรเลีย #NAATIInterpreter #OnshoreOffshore #แปลเอกสาร #AustraliaVisa

Comments


bottom of page